Get Adobe Flash player

๗ สายทางแห่งชีวิต

ทาง ๗ สาย

สายที่ ๑ ทางไปนรก

           บุคคลจะเดินทาไปนรกนั้น ได้นามว่า “มนุสฺสเนรยิโก” ตัวเป็นมนุษย์ แต่ใจตกอยู่ในสภาวะของนรก เพราะกำลังเปิดประตูนรก กำลังจะเดินทางไปนรก

           อะไรเป็นทางไปนรก โทสะ ความโกรธนั่นเองเป็นทางไปนรก นรกมีสภาพเป็นอย่างไรนั้น ผู้ได้อภิญญาจึงสามารถเห็นได้ ส่วนสามัญชนก็อาศัย “ตถาตคโพธิสัทธา” เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าตามนัยที่ท่านกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกเท่านั้น

           มีเหตุผลพอที่จะพิสูจน์ได้ว่านรกนั้นต้องเป็นสถานที่ร้อนเพราะเหตุคือโทสะ อันเป็นทางไปก็เป็นของร้อนมากอยู่แล้ว เช่น ในเวลาที่โทสะเกิดขึ้น ก็จะรู้สึกร้อนใจเป็นกำลัง กลุ้มใจไปหมดทุกหนทุกแห่ง เสียใจไปหมดทุกหนทุกแห่ง ริษยาไป หึงหวงไป รำคาญไป แค้นเคืองใจไป ไม่มีที่สิ้นสุด โทสะความโกรธอันใดที่มีมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดเป็นปัจจัย จนเป็นเหตุให้ทำทุจริตมีการฆ่าหรือว่ากล่าวหยาบช้าต่าง ๆ เป็นต้นแล้ว นั่นแหละเป็นหนทางไปสู่นรกโดยแน่นอน

           ถ้ามีโทสะ แต่ไม่ถึงกับเห็นผิดคิดร้ายเป็นเหตุให้ทำผิดทุจริตต่าง ๆ แล้วก็ยังไม่ไปนรก เป็นเพียงให้ทุกข์ ๆ ยาก ๆ พาลำบากอยู่ในมนุษย์เท่านั้น นอกจากนั้นก็ยังส่งผลให้ได้รับความทุกข์ยากต่อไปในชาติหน้าอีก

           ดังนั้น นรกจึงร้อนแรงด้วยไฟนรกเผาผลาญ และมีอาวุธทิ่มแทงให้เสวยทุกขเวทนาอันแสนสาหัสด้วยแรงกรรมที่ทำไว้ร้อนจน กระทั่งขาดใจตายแล้วเกิดขึ้นอีก ถูกไฟแผดเผาอีก ทนต่อความร้อนแรงไม่ไหวจนตาย ตายแล้วเกิดอีก เป็นอยู่เช่นนี้จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ได้กระทำบาปด้วยอำนาจของโทสะ

           บุคคลที่ทำทางนรกไว้บ่อย ๆ เวลาถึงมรณาสันนกาล เมื่อใกล้จะตายจะปรากฏกรรมเห็นแต่การกระทำบาป หรือปรากฏเห็นแต่กรรมนิมิตเครื่องมือที่ทำบาป และคตินิมิตนรกขุมที่จะตกไป ซึ่งมีไฟและศรัสตราวุธ เป็นต้น เมื่อได้อารมณ์อันใดอันหนึ่งเช่นนี้แล้วตายไปในขณะนั้น ย่อมไปตกอยู่ในนรกสิ้นกาลนาน แม้พ้นจากนรกแล้วเศษบาปที่เหลืออยู่ก็จะตามสนองให้ไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย หรือสัตว์ดิรัจฉาน ถ้าบุญในภพก่อน ๆ มีอยู่บ้าง ก็จะส่งผลให้ไปเกิดเป็นมนุษย์ จะเป็นมนุษย์ที่พิกลพิการทุพพลภาพ ไม่สมประกอบ ใบ้ บ้า หนวก บอด วิกลจริตต่าง ๆ ทั้งนี้ก็ล้วนเป็นเพราะเศษบาปที่เหลืออยู่ประทับตราสัญลักษณ์ของนรกไว้ด้วย อำนาจแห่งโทสะความโกรธเป็นมูลมานั่นเอง.

 

สายที่ ๒ ทางไปเปรต-อสุรกาย

           ทางไปเปรตอสุรกายนี้ มีโลภะเป็นทาง แต่ต้องเป็นโลภะ ที่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิด กระทำทุจริต ด้วยการทำโจรกรรม ปล้นสะดม ประพฤติผิดในกาม (มีชู้) และพูดโกหก หลอกลวง ต้มตุ๋นต่างๆ เป็นต้น แต่ถ้าเป็นความอยากได้สามัญธรรมดาแล้วกระทำสุจริต พากเพียรพยายาม หาทรัพย์ในทางที่ชอบ ไม่เป็นเหตุให้ไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย ความอยากได้ไม่ถึงกับ เห็นผิดหรือกระทำทุจริตนี้ เป็นเพียงให้ทุกข์ๆยากๆ ทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูงอยู่ในโลกนี้เท่านั้น หรือบางทีวิบากแห่งกรรมนั้น ก็ตามสนองให้ไปเกิดเป็นคนยากจนต่อไปในชาติหน้าก็ได้ เรียกคนที่มีโลภะมากนี้ว่า มนุสฺสเปโต ตัวเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นเปรต

           ภูมิแห่งเปรตและอสุรกายนั้น เป็นภูมิที่หิวกระหายทรมานอยู่ตลอดเวลา และไม่กล้าปรากฏกาย หลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในภูมินั้นตลอดกัป ตลอดกัลป์ จนกว่าจะสิ้นวิบากกรรมที่ตนได้ทำไว้ความจริงคนที่มีความโลภจิตนั้น ย่อมมากไปด้วยความหิวกระหาย จมอยู่ด้วยความคิดว่า ไม่มี ๆ

           ดังนั้น จึงเป็นคนมากไปด้วยความไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ อันเป็นเหตุให้ทำทุจริต มีประการต่างๆครั้นเมื่อจวนจะสิ้นชีวิต จึงได้ปรากฏทุจริตกรรมที่ตนได้กระทำมา มีอทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร หรือมุสาวาท เป็นต้น

           บางทีได้ปรากฏเป็นกรรมนิมิต เครื่องหมายแห่งการขโมย หรือเครื่องหมายที่เป็นชู้สาว หรือโกหก หลอกลวง ปรากฏขึ้นมาเป็นอารมณ์ บางทีก็ได้ปรากฏเป็นคตินิมิต เห็นเป็นโคลนตมริมแม่น้ำลำคลองหรือชายป่า ถ้าขาดใจตายลงไปในขณะนั้น ก็จะไปเกิดในภพภูมิแห่งเปรตและอสุรกาย ตามผลแห่งวิบากกรรมที่ตามสนองนั้น แล้วยังมีเศษแห่งบาปที่เหลืออยู่นั้นให้ไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานได้อีก

           พ้นจากภูมิแห่งสัตว์ดิรัจฉานแล้ววิบากแห่งบาปนั้นก็ตาม สนองให้เกิดเป็นคนยากจนอนาถา เป็นคนเข็ญใจ สิ่งอัปมงคลเหล่านี้เกิดขึ้นมา เพราะอาศัยอำนาจของโลภะนั่นเอง.

 

สายที่ ๓ ทางไปดิรัจฉาน

           ทางไปเป็นสัตว์ดิรัจฉานนั้น มีโมหะเป็นทางไป ผู้ที่เดินทางไปเป็นสัตว์ดิรัจฉาน เรียกว่า มนุสฺสติรจฺฉาโน ตัวเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นสัตว์ดิรัจฉาน คือมีโมหะ ความหลงไม่รู้ มืดมน อันธการอยู่เสมอ

           ความเป็นสัตว์ดิรัจฉานนั้นคือ ความเป็นสัตว์ที่ไปขวางคือ ไม่รู้จักบำเพ็ญบุญกุศล เป็นต้น ตลอดถึงขวางแนวทางปฏิบัติเพื่อความสำเร็จและขวางมรรคผล เมื่อโมหะอกุศลกรรมนำไปเกิดในอบายภูมิ คือดิรัจฉานภูมินี้แล้วก็หมดโอกาสไปตลอดชาติ ไม่สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ แม้พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น พระธรรมอุบัติขึ้น พระสงฆ์อุบัติขึ้น ก็หารู้ไม่กินแล้วนอน และสืบพันธุ์เท่านั้น นอกจากนั้น ยังได้รับภัยต่างๆ มิได้ขาดสายเช่น ถูกมนุษย์เบียดเบียน ถูกนำไปฆ่า นำไปใช้งาน นำไปกักขังไว้ดูเล่น นอกจากนั้น ยังถูกสัตว์ใหญ่เบียดเบียนนำเอาไปเป็นอาหารบ้าง ถูกความเจ็บป่วยไข้เบียดเบียนบ้าง ให้ได้รับทุกขเวทนาต่างๆ สัตว์เมื่อโมหะครอบงำเสียแล้ว ย่อมไม่รู้หนทางพ้นทุกข์ ไม่รู้จักหนทางที่จะออกจากทุกข์ จึงต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในวัฏฏสงสารยาวนาน อันหาเบื้องต้นและที่สุดไม่ได้อย่างนี้เรื่อยไป

           บุคคลที่ทำอกุศลกรรมด้วยอำนาจแห่งโมหะดังกล่าวมาแล้ว เวลาใกล้จะตายจะปรากฏกรรม การกระทำบาปต่างๆ เป็นอารมณ์ หรือเป็นกรรมนิมิต คตินิมิต เมื่อตายแล้วก็ไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๕๐๐ ชาติ ๑,๐๐๐ ชาติ เป็นต้น จนกว่าจะสิ้นวิบากแห่งบาปกรรม บางทีได้สร้างอกุศลกรรมในภูมิที่เป็นสัตว์ดิรัจฉานไว้อีก ก็จะไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานที่ต่ำต้อยลงไปทุกทีๆ จากช้างเป็นม้า เป็นลา กระบือ วัว หมู แมว สุนัข ลิง ค่าง บ่าง ชะนี งู นก หนู ปู ปลา ตะขาบ กิ้งกือ กุ้ง หอย ไส้เดือน ตลอดถึงสัตว์เล็กๆที่เป็นจุลินทรีย์ ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ยากที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก หากพ้นจากสัตว์ดิรัจฉานมาเกิดเป็นมนุษย์ก็กลายเป็นคนโง่ เซ่อ ขาดสติ หลงๆ ลืมๆ ไม่เต็ม นับสิบไม่ถ้วน ไม่อาจสามารถดำรงสติปัญญา ทำความเจริญให้เกิดขึ้นแก่ตนและครอบครัวโดยลำพังตนเองได้.

 

สายที่ ๔ ทางไปมนุษย์

           การที่มนุษย์เราได้อุบัติบังเกิดขึ้นมานี้ มีหนทางมา หากไม่มีหนทางมาแล้วก็จะมาเกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้ การมาเกิดเป็นมนุษย์ต้องมีมนุษยธรรม เป็นทางซึ่งได้แก่ เบญจศีล-เบญจธรรมนั้นเอง ถ้าประพฤติมนุษยธรรมบกพร่องการเกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่สมบูรณ์ บกพร่องไปตามสัดส่วนแห่งวิบากของบาป

           เบญจศีล คือ ศีล ๕ ได้แก่

           ๑.   ปาณาติปาตา เวรมณี           เว้นจากการฆ่าสัตว์

           ๒.   อทินนาทานา เวรมณี           เว้นจากการลักทรัพย์

           ๓.   กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี     เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

           ๔.   มุสาวาทา เวรมณี               เว้นจากการพูดเท็จ

                ๕.   สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา    เวรมณี เว้นจากการดื่มสุราเมรัยของมึนเมา อันเป็นเหตุให้เกิดความประมาท

          

           เบญจธรรม คือ ธรรม ๕ ได้แก่

           ๑.   เมตตากรุณา     รักสงสารสรรพสัตว์

           ๒.   สัมมาอาชีพ       เลี้ยงชีพโดยสุจริตชอบธรรม

           ๓.   สทารสันโดษ     ยินดีเฉพาะภรรยา-สามีของตนเท่านั้น

           ๔.   สัจจวาจา          พูดคำสัตย์จริง

           ๕.   สติสัมปชัญญะ   มีความระลึกได้ และมีความรู้รอบ

           บางคนเกิดมามีอายุสั้น พลันตายเสียแต่ยังเป็นหนุ่มสาว หรือยังมีชีวิตอยู่ก็เจ็บป่วยอยู่เสมอ เพราะชาติก่อนนั้นบกพร่องด้วยศีลข้อ ๑ หมายความว่า ในชาติปางก่อนนั้น เว้นจากการฆ่าสัตว์ไม่สมบูรณ์ ยังมีการเบียดเบียนสัตว์ ขาดเมตตากรุณาอยู่บ้าง จึงเป็นเหตุทำให้อายุสั้นหรือโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนอยู่เสมอ

           บางคนเกิดมาเป็นคนยากจน หาเช้ากินค่ำ ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำก็ยังยากจนอยู่ บางทีต้องขอทานเขากิน ก็เพราะเหตุว่า ในชาติปางก่อนโน้นได้เป็นผู้บกพร่องในศีลข้อ ๒ ธรรมข้อ ๒ คือ เว้นจากการลักทรัพย์ไม่สมบูรณ์ประพฤติมิจฉาชีพเป็นครั้งคราว จึงเป็นเหตุให้มาเกิดเป็นคนยากจนเข็ญใจไร้ทรัพย์ในชาตินี้

           บางคนเกิดมาถูกหลอกลวง เสียทรัพย์สินเงินทอง ตลอดถึงเสียตัว เสียความบริสุทธิ์ ก็เพราะชาติก่อนบกพร่องในศีลข้อ ๓ ไม่ยินดีเฉพาะภรรยาสามีของตน จึงได้รับความชอกช้ำระกำใจ เพราะถูกหลอกลวงในชาตินี้

           บางคนเกิดมาถูกใส่ความต่างๆ นานา เรื่องไม่ผิดก็ถูกกล่าวหาว่าผิดเพราะในชาติก่อนประพฤติผิดศีลข้อ ๔ หมายความว่า เป็นผู้ชอบพูดเท็จไม่จริงขาดสัจจวาจาไม่ค่อยพูดความจริง จึงเป็นผลสะท้อนให้ถูกใส่ร้ายป้ายสี อยู่ในชาตินี้มิได้หยุดหย่อน

           บางคนเกิดมาพิการวิกลจริต เป็นใบ้ บ้า หนวก บอด ก็เพราะประพฤติผิดศีลข้อ ๕ ทำให้บกพร่องไม่สมบูรณ์ คือเว้นจากการดื่มสุราเมรัยไม่เด็ดขาดปราศจากสติสัมปชัญญะในชาติก่อน จึงพาให้มาเกิดเป็นคนมีสติวิปลาสวิกลจริตในชาตินี้ พลาดจากประโยชน์ที่จะพึงได้พึงถึง เป็นคนที่สังคมรังเกียจชาวโลกไม่ต้องการน่าเสียดายชีวิตที่เกิดมาแล้วไร้ค่า

           บางคนเกิดมาแล้วมีอายุยืนยาวนาน ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนทั้งเป็นคนร่ำรวย มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยทรัพย์ พร้อมยศและบริวาร ทั้งไม่มีผู้ใดหลอกลวงหรือใส่ร้ายได้ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะดีอยู่เสมอ ก็เพราะอานิสงส์รักษาศีล ๕ และปฏิบัติเบญจธรรม ๕ อย่างมั่งคงสมบูรณ์ นั่นเอง

 

สายที่ ๕ ทางไปสวรรค์

           จะไปเกิดในภพภูมิของเทวดา จะต้องมีหิริโอตตัปปะ ตามภาษิตที่ว่า

                   หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา        สุกฺกธมฺมสมาหิตา

                   สนฺโต สปฺปุริสา โลเก        เทวธมฺมาติ วุจฺจเร

           แปลว่า สัปบุรุษทั้งหลายผู้สงบในโลกผู้ประกอบด้วยธรรมอันขาว ถึงพร้อมแล้วด้วยหิริและโอตตัปปะ เรียกว่า ผู้มีเทวธรรม.

           หิริ ความละอายต่อบาป ไม่กล้าทำบาป มีความกระดากใจ เพราะเห็นว่าจะต้องได้รับทุกข์ต่างๆ จึงไม่กล้าฆ่าสัตว์ ไม่กล้าลักทรัพย์ ไม่กล้าประพฤติผิดในกาม ไม่กล้าพูดเท็จ ไม่กล้าดื่มสุราเมรัย รู้สึกละอายแก่ใจอยู่เสมอ

           โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาปทุจริต เพราะเห็นว่าจะได้รับทุกข์ต่างๆ ในอบายภูมิ มีความสะดุ้งกลัวต่อบาป ไม่กล้าทำบาปอยู่เสมอ ตลอดถึงความคิด ก็คิดแต่เรื่องที่เป็นกุศล

           เมื่อไม่กล้าทำบาป เพราะมีหิริและโอตตัปปะ แล้วกลับใจได้เช่นนั้นแล้ว ก็คิดแต่จะทำบุญกุศล ถวายทาน รักษาศีล เจริญภาวนาไปตามกำลังและความสามารถ บำเพ็ญบุญกิริยาเนืองๆ สร้างวัดวาอาราม สร้างโบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญ กุฎี สร้างโรงเรียน เป็นต้น ในเวลาสิ้นชีวิต อาศัยวิบากแห่งบุญกุศลที่ตนได้กระทำไว้ ด้วยอำนาจแห่งหิริและโอตตัปปะนั้นๆ มาปรากฏเป็นธรรมารมณ์ คืออารมณ์ที่ตนเคยทำบุญไว้ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ คือ

           ๑.   การถวายทาน

           ๒.   การรักษาศีล

           ๓.   การเจริญภาวนา

           ๔.   การอุทิศส่วนบุญ (ประกาศบุญที่ตนกระทำไว้แล้วให้ผู้อื่นทราบ)

           ๕.   การอนุโมทนาในส่วนบุญที่ผู้อื่นได้บำเพ็ญแล้ว

           ๖.   การอ่อนน้อมถ่อมตน คารวะต่อผู้ใหญ่

           ๗.   การช่วยเหลือ ขวนขวายกิจการที่ชอบที่ควร และเหมาะสม

           ๘.   การแสดงธรรม

           ๙.   การฟังธรรม

           ๑๐. การทำความเห็นของตนให้ตรงตามธรรม

           ถึงแม้นึกถึงกุศลกรรมเหล่านี้ไม่ได้ หรือไม่ได้นึกถึง วิบากแห่งกุศลกรรมเหล่านั้นก็จะมาปรากฏเป็นกรรมนิมิต อันเป็นเครื่องหมายหรือบริวารของกรรม เช่น ปรากฏเห็นวัตถุทานต่างๆ เห็นจีวร เห็นภัตตาหาร เห็นเสนาสนะ ที่อยู่ที่อาศัย และยารักษาโรค แล้วจิตก็ยึดเอากรรมนิมิตเหล่านั้นเป็นอารมณ์ หรือมิฉะนั้นจะปรากฏเป็นคตินิมิต อันเป็นเครื่องหมายแห่งการที่จะไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เช่น ปรากฏเห็นวิมาน เห็นอาหารทิพย์ เห็นผ้าทิพย์ เห็นเครื่องทรงของเทวดา เป็นต้น แล้วจิตก็ยึดเอาคตินิมิตเหล่านั้น เป็นอารมณ์

           ถ้ากรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิตดังกล่าวมาแล้วนั้นมาปรากฏเป็นอารมณ์ เมื่อเวลาตายก็จะถือปฏิสนธิบังเกิดในเทวโลกกามาวจรสวรรค์ กามาวจรสวรรค์นั้นมี ๖ ชั้น คือ

           ๑.ชั้นจาตุมหาราชิกา      อายุยืน ๕๐๐ ปีทิพย์ ก็เท่ากับ ๙ ล้านปีมนุษย์

           ๒.ชั้นดาวดึงส์             อายุยืน ๑,๐๐๐ ปีทิพย์

           ๓.ชั้นยามา                 อายุยืน ๒,๐๐๐ ปีทิพย์

           ๔.ชั้นดุสิตา                 อายุยืน ๔,๐๐๐ ปีทิพย์

           ๕.ชั้นนิมมานรดี           อายุยืน ๘,๐๐๐ ปีทิพย์

           ๖.ชั้นปรนิมมิตวัสสวัตตี อายุยืน ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์

           ก็จะไปบังเกิดในชั้นใดชั้นหนึ่งสุดแล้วแต่อำนาจของบุญ กุศลที่ได้ทำไว้มากน้อยต่างกัน เมื่อเกิดเป็นเทวดาแล้ว ย่อมได้เสวยทิพยสมบัติมีอาหารเป็นทิพย์ มีอาภรณ์เครื่องประดับเป็นทิพย์ มีร่างกายอันละเอียดประณีตสุขุมยิ่งนัก เหมาะสำหรับของทิพย์ทุกประการ เสวยแต่ความสุขอันเกิดจากกามารมณ์อยู่เป็นนิตย์ ตลอดกาลนาน ร้อยปีทิพย์ พันปีทิพย์ หรือหมื่นปีทิพย์ จนกว่าจะสิ้นอายุแห่งบุญ เมื่อสิ้นอายุแห่งบุญแล้วก็จุติจากเทวโลกลงมาปฏิสนธิในมนุษย์โลก

           ส่วนมากย่อมปฏิสนธิในราชตระกูลหรือในตระกูลเศรษฐี หรือตระกูลสาธุชนผู้เป็นสัมมาทิฏฐิได้รับความสุขสำราญจากการบำรุงบำเรอทุก ประการด้วยอำนาจเศษวิบากของบุญที่เหลือมาจากเทวดานั่นเอง.

 

สายที่ ๖ ทางไปพรหมโลก

           ทางไปเกิดเป็นพรหมนั้น ต้องมีฌานเป็นหนทางไป บุคคลที่จะทำฌานให้บังเกิดขึ้นได้นั้น ได้แก่ พระโยคาวจร หรือเรียกว่า โยคีบุคคล ผู้ละปลิโพธเครื่องกังวลห่วงใยต่างๆ หลีกออกจากกามารมณ์ไปสู่เรือนว่างหรือภูเขาที่สงบสงัด ไม่ลำบากด้วยความเป็นอยู่เรื่องอาหาร เข้าหาครูอาจารย์ ผู้พร่ำสอนสมถกรรมฐาน ซึ่งอาจารย์จะนำเอาอารมณ์กรรมฐาน ๔๐ อย่าง คือ กสิณ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ อสุภะ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ อรูป ๔ นอกนั้นอีก ๑๐ อย่างเป็นเพียงให้ได้อุปจารฌานเท่านั้น ถ้าผู้มีปัญญาก็สามารถทำให้เป็นบาทของวิปัสสนาได้

           คนราคะจริตพึงเจริญ อสุภะ ๑๐ หรือกายคตาสติ จึงจะเหมาะสม

           คนโทสะจริต เจริญอัปปมัญญา ๔ หรือ วัณณกสิณจึงเหมาะสม

           คนโมหะจริตและวิตกจริต เจริญอานาปานัสสติ กำหนดลมหายใจเข้าออกจึงจะเหมาะสม

           คนศรัทธาจริต เจริญอนุสสติ ๖ คือ พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ จึงจะเหมาะสมจะทำ

ให้สงบเร็ว

           คนมีปัญญาจริต หรือพุทธิจริต เจริญกรรมฐาน ๔ อย่าง คือ มรณานุสสติ อุปสมานุสสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา และจตุธาตุววัตถาน จึงเหมาะสมทำให้สงบเร็ว

           ส่วนกรรมฐานที่เหลือ ๑๐ คือ ปฐวี อาโป เตโช วาโย อาโลโก อากาโส และอรูปกรรมฐาน ๔ เหมาะสมกับคนทุกๆ จริต

           เมื่ออาจารย์ได้ให้กรรมฐานนั้นไปปฏิบัติ จนถึงอัปปนาภาวนาแน่วแน่เป็นฌาน ผู้ทำสมถะนั้นย่อมได้รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔

           รูปฌาน ๔ ได้แก่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อรูปฌาน ๔ ได้แก่ อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

          - ผู้ได้ปฐมฌาน ย่อมมีวิตก นึกถึงกรรมฐานอย่างเดียว วิจารณ์พิจารณากรรมฐานอย่างเดียว ปีติ อิ่มใจในกรรมฐานอย่างเดียว สุขด้วยอำนาจของปีติ เอกัคคตา (ถึงความเป็นผู้มีอารมณ์เดียว)

          - ผู้ที่ได้ทุติยฌาน ไม่มีวิตก วิจารณ์ มีแต่ปีติ สุข เอกัคคตา

          - ผู้ที่ได้ตติยฌาน ไม่มีปีติ มีแต่สุข เอกัคคตา

          - ผู้ที่ได้จตุตถฌาน เปลี่ยนสุขเป็นอุเบกขาพร้อมกับมีเอกัคคตาเท่านั้น ทั้งนี้ นับโดยจตุกนัย แต่ถ้านับโดยปัญจกนัยแล้วได้ฌาน ๕ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน และปัญจมฌาน เมื่อรวมเข้าเป็นจตุกนัย คือ เอาทุติยฌานกับตติยฌาน เป็นทุติยฌาน ส่วนจตุตถฌานเป็นตติยฌาน และปัญจมฌานเป็นจตุตถฌาน

          - ผู้ได้อากาสานัญจายตนฌาน มีแต่อุเบกขา เพ่งอากาศเฉยอยู่กับมีเอกัคคตารู้เฉพาะอากาศไม่มีที่สิ้นสุดเท่านั้น

          - ผู้ได้วิญญานัญจายตนฌาน มีแต่เพ่งวิญญาณเฉยอยู่อย่างเดียวว่าวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด

          - ผู้ได้อากิญจัญญายตนฌาน มีแต่เพ่งนัตถิภาวะเฉยอยู่อย่างเดียวว่าไม่มีอะไรน้อยหนึ่งก็ไม่มี นิดหนึ่งก็ไม่มีเท่านั้น

          - ผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีแต่เพ่งสัญญาเฉยอยู่อย่างเดียว ว่าสัญญานี้ สงบประณีตอย่างยิ่ง จะว่ามีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่

           และเมื่อได้จตุตถฌานหรือปัญจมฌานแล้วอภิญญาย่อมเกิดขึ้นได้ถึง ๕ อย่างคือ

           ๑.   อิทธิวิธิอภิญญา-แสดงฤทธิ์ได้

           ๒.   ทิพพโสตอภิญญา-หูทิพย์ ฟังเสียงมนุษย์และเทวดาที่อยู่ในที่ไกลเหนือสามัญชนได้

           ๓.   ปรจิตตวิชานนอภิญญา-รู้วาระจิตของบุคคลอื่นได้

           ๔.   ปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา-ระลึกความเป็นอยู่ในชาติก่อนๆได้

           ๕.   ทิพพจักขุอภิญญา-ตาทิพย์ เห็นสิ่งล้ำลึกต่างๆ อันสามัญชนทั่วไปเห็นไม่ได้

           บุคคลได้ฌานเห็นปานนี้แล้ว ถ้าฌานไม่เสื่อมในเวลาสิ้นชีวิต มรณภาพลงฌานจะเป็นปัจจัยให้ไปปฏิสนธิในพรหมโลก ตามลำดับชั้น ดังต่อไปนี้

          -   ผู้ได้รูปาวจรฌานกุศลอย่างต่ำ มีอำนาจให้เกิดในปฐมฌานวิปากจิต ปฏิสนธิในพรหมปาริสัชชาในปฐมฌานภูมิ มีอายุยืน ส่วน ๑ ใน ๔ ของกัปป์

          -    ผู้ได้รูปาวจรปฐมฌานกุศลอย่างกลาง มีอำนาจให้เกิดปฐมฌานวิปากจิต ปฏิสนธิเป็นพรหมปุโรหิตา ในปฐมฌานภูมิ มีอายุยืนส่วน ๑ ใน ๒ ของกัป

          -   ผู้ได้รูปาวจรปฐมฌานกุศลอย่างประณีต มีอำนาจให้เกิดฌานวิปากจิตปฏิสนธิเป็นมหาพรหม ในปฐมฌานภูมิ อายุยืน ๑ มหากัป

          -   ผู้ได้รูปาวจรทุติยฌานกุศลอย่างต่ำ มีอำนาจให้เกิดทุติยฌานวิปากจิต ปฏิสนธิเป็นพรหมปริตตาภา ในทุติยฌานภูมิ อายุยืน ๒ มหากัป

          -   ผู้ได้รูปาวจรทุติยฌานกุศลอย่างกลาง มีอำนาจให้เกิดทุติยฌานวิปากจิต ปฏิสนธิเป็นพรหมอัปปมาณาภา ในทุติยฌานภูมิ อายุยืน ๔ มหากัป

          -   ผู้ได้รูปาวจรทุติยฌานกุศลอย่างประณีต มีอำนาจให้เกิดทุติยฌานวิปากจิต ปฏิสนธิเป็นพรหมอาภัสรา ในทุติยฌานภูมิ อายุยืน ๘ มหากัป

          -   ผู้ได้รูปาวจรตติยฌานกุศลอย่างต่ำ มีอำนาจให้เกิดตติยฌานวิปากจิต ปฏิสนธิเป็นพรหมปริตตาภา ในตติยฌานภูมิ อายุยืน ๑๖ มหากัป

          -   ผู้ได้รูปาวจรตติยฌานกุศลอย่างกลาง มีอำนาจให้เกิดตติยฌานวิปากจิต ปฏิสนธิเป็นพรหมอัปปมาณาสุภา ในตติยฌานภูมิ อายุยืน ๓๒ มหากัป

          -    ผู้ได้รูปาวจรติยฌานกุศลอย่างประณีต มีอำนาจให้เกิดตติยฌานวิปากจิต ปฏิสนธิเป็นพรหมสุภกิณหกา ในตติยฌานภูมิ มีอายุยืน ๖๔ มหากัป

          -   ผู้ได้จตุตถฌานภูมิ มีอำนาจให้ไปเกิดในจตุตถฌานวิปากจิตปฏิสนธิเป็นพรหม ๓-๗ จำพวก ดังต่อไปนี้

           ชั้นพรหมเวหัปผลา และพรหมอสัญญีสัตตาพรหม มีอายุยืนถึง ๕๐๐ มหากัปป์ชั้นสุทธาวาส ๕ (ที่อยู่ของผู้บริสุทธิ์) ซึ่งเป็นที่ปฏิสนธิของพระอนาคามี มีอายุยืนตามลำดับดังนี้

           ๑.   ชั้นอวิหา       อายุยืน ๑,๐๐๐    มหากัปป์

           ๒.   ชั้นอตัปปา    อายุยืน ๒,๐๐๐   มหากัปป์

           ๓.   ชั้นสุทัสสา     อายุยืน ๔,๐๐๐    มหากัปป์

           ๔.   ชั้นสุทัสสี      อายุยืน ๘,๐๐๐   มหากัปป์

           ๕.   ชั้นอกนิฏฐา   อายุยืน ๑๖,๐๐๐ มหากัปป์

          -   ผู้ได้อรูปฌานย่อมเกิดในอรูปภูมิ ตามลำดับดังนี้

          -   ผู้ได้อากาสานัญจายตนกุศล ให้เกิดอากาสานัญจายตนวิปากจิต ปฏิสนธิเป็นอรูปพรหม ในอากาสานัญจายตนภูมิ มีอายุยืน ๒๐,๐๐๐ มหากัปป์

          -   ผู้ได้วิญญานัญจายตนกุศล ให้เกิดวิญญานัญจายตนวิปากจิตปฏิสนธิเป็นอรูปพรหม ในวิญญานัญจายตนภูมิ มีอายุยืน ๔๐,๐๐๐ มหากัปป์

          -   ผู้ได้อากิญจัญญายตนกุศล ให้เกิดอากิญจัญญายตนวิปากจิตปฏิสนธิเป็นอรูปพรหม ในอากิญจัญญายตนภูมิ มีอายุยืน ๖๐,๐๐๐ มหากัปป์

          -    ผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนกุศล ให้เกิดเนวสัญญานาสัญญายตนวิปากจิต ปฏิสนธิเป็นอรูปพรหม (ภวัคคพรหม) ในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ มีอายุ ๘๔,๐๐๐ มหากัป

 

พรหมสิ้นอายุ

           พรหมต่างๆ ที่อายุยืนตั้งแต่ส่วน ๑ ใน ๔ มหากัปป์ จนถึง ๘๔,๐๐๐ มหากัปป์นั้น ย่อมยาวนานเหลือคณานับ ได้แต่เพียงอุปมาว่า นับตั้งแต่โลกเกิดขึ้นแล้ว จนเจริญเต็มที่ จนกระทั่งโลกพินาศ จึงนับเป็นมหากัปป์ ๑ หรืออุปมาเหมือนภูเขาแท่งทึบ กว้างด้านละ ๑ โยชน์ สูง ๑ โยชน์ เวลาร้อยปีทิพย์ จีงมีเทวดานำเอาผ้าทิพย์อันละเอียดมาปัดไปทีหนึ่ง จนกระทั่งภูเขานั้นเรียบเสมอพื้นดิน จึงเรียกว่า มหากัปป์ หรืออุปมาเหมือนสระใหญ่กว้างด้านละ ๑ โยชน์ ทั้ง ๔ ด้าน ลึก ๑ โยชน์เวลา ๑๐๐ ปี มีเทวดานำเอาเมล็ดผักกาดใส่ลงในสระใหญ่นั้น จนกระทั่งเต็มสระเรียบเสมอพื้นดิน เรียกว่า มหากัปป์

           พรหมจะสิ้นอายุ แล้วกลับมาปฏิสนธิเป็นเทวดาหรือมนุษย์ แต่จะไม่ไปตกอบายภูมิ เพราะอำนาจของฌานรักษาไว้ ต่อเมื่อทำความชั่วในเทวดาหรือมนุษย์ จึงจะตกอบายภูมิ เมื่อพรหมจุติลงมาเป็นมนุษย์นั้น ย่อมเป็นมนุษย์ที่มีสติปัญญา ประกอบไปด้วยพรหมวิหาร ชอบอิสระ อยู่เป็นโสด ยินดีในที่สงัดชอบทำกรรมฐาน พอใจในเพศบรรพชิตเป็นส่วนมาก ทั้งนี้ ก็เพราะอำนาจ บารมีที่ตนได้บำเพ็ญฌานมาเป็นปัจจัยอุปถัมภ์ให้เป็นไป ทำอะไรมักจะได้ดีเป็นพิเศษอยู่เสมอ.

 

สายที่ ๗ ทางไปพระนิพพาน

           หนทางสายที่ ๗ นี้ จะมีขึ้นก็ต่อเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติบังเกิดขึ้นในโลก แล้ว ทรงประกาศสัจจธรรมชี้แนะแนวทางแห่งการปฏิบัติเพื่อ วิวัฏฏะ คือพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะทุกข์ จนกระทั่งพุทธบริษัทผู้มีสติปัญญา มีบารมีที่สั่งสมมาดีแล้วได้พากันปฏิบัติตามเป็นเหตุให้ได้บรรลุมรรค ผล พระนิพพาน เข้าถึงความบริสุทธิ์กลายเป็นพระอริยสงฆ์เจ้าเป็นจำนวนมาก ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าทางไปพระนิพพาน มีแต่เฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น

           ส่วนทาง ๖ สายที่แสดงมาแล้วนั้น เป็นทางอันเป็นไปในวัฏฏะทุกข์อันมีประจำโลกมานานแล้ว จนคณานับไม่ได้ พระพุทธศาสนาจะมีหรือไม่ก็ตามชาวโลกทั้งมวลย่อมเดินไปสู่อบายภูมิ ด้วยการประกอบการทุจริตต่างๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่าทุจริต ถึงแม้บางคราว บางสมัย บางโอกาสก็ทำความดีประพฤติมนุษยธรรมหรือเทวธรรม หรือพรหมธรรม อันเป็นวิบากให้เกิดในสุคติมนุษย์ เทวดา พรหม ตามฐานะแห่งกุศลกรรมของตน เมื่อสิ้นบุญจากพรหมหรือเทวดามาเกิดเป็นมนุษย์อีกแล้ว ประกอบกรรมชั่ว อันเป็นเหตุให้ไปตกอบายภูมิอีก ท่องเที่ยววนเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏ์ไม่มีที่สิ้นสุด

           ทางไปสู่พระนิพพานจึงเป็นทางอมตะ เป็นมรดกธรรมอันล้ำค่ายิ่งที่พระบรมศาสดาทรงประทานมอบไว้ให้ จึงควรอย่างยิ่งที่พุทธบริษัทจะพลีชีพอุทิศชีวิตต่อพระพุทธองค์ เพื่อศึกษาและปฏิบัติตามหนทาง อันจะนำไปสู่พระนิพพาน ให้ถูกต้องตามรอยยุคลบาทที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้พระองค์เสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานอันเป็นเอกันตบรมสุขชั่วนิรันดร แล้วก็ตาม ทางไปพระนิพพานนั้นคือ วิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง เพราะวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น ที่จะดำเนินไปสู่พระนิพพานได้ จึงควรเข้าใจในเรื่องวิปัสสนากรรมฐานตามหลักของปริยัติเสียก่อน เพื่อจะนำไปปฏิบัติและยังปฏิเวธธรรมให้เกิดขึ้นในภายหลัง

           คำว่า วิปัสสนากรรมฐาน หมายความว่า กรรมฐานของวิปัสสนา ได้แก่ วิปัสสนาภูมินั่นเอง ฉะนั้น คำว่า กรรมฐาน ในที่นี้ ถ้าเรียกอย่างเดียว เรียกว่า ปรมัตถธรรม ถ้าเรียก ๒ อย่าง เรียกว่า รูปธรรม นามธรรม ถ้าเรียกหลายอย่าง เรียกว่า ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ล้วนแล้วแต่เป็นตัวกรรมฐานอันเป็นทางดำเนินอันเป็นที่เกิดขึ้น อันเป็นที่ตั้งอยู่ อันเป็นที่ดับไปของวิปัสสนาทั้งสิ้น

           คำว่า วิปัสสนา นั้น หมายความว่า เห็นโดยวิเศษ เห็นโดยพิเศษ ซึ่งมีคำวิเคราะห์ว่า วิเสเสน ปสฺสตีติ วิปสฺสนา การเห็นโดยวิเศษ ชื่อว่าวิปัสสนา การเห็นโดยวิเศษนั้นไม่ใช่ว่าเห็นด้วยตา หรือเห็นอย่างธรรมดา แต่เห็นด้วยปัญญา ด้วยญาณ หรือวิชชา ได้แก่ ความรู้แจ้งเห็นจริงแทงตลอดซึ่งรูปนามนั่นเอง ถ้ากล่าวโดยตรงแล้ว วิปัสสนาก็คือ ปัญญาเจตสิกที่รู้รูปธรรม นามธรรม ตามสภาวะอันเป็นปรมัตถ์ที่มีจริงเป็นจริงอยู่เท่านั้นถ้ากล่าวโดยปริยาย แล้วอย่างย่อ ได้แก่ ไตรสิกขา ๓ อย่างกลาง ได้แก่ วิสุทธิ ๗ อย่างพิสดาร ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเรียกว่า โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ นั่นเอง ซึ่งเป็นธรรมที่จะนำผู้ปฏิบัติให้ตัดตรงไปสู่พระนิพพาน

 

Credit : www.jomthong.org

 

ตำรากวีนิพนธ์

ตำรากวีนิพนธ์

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๑

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๑

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๒

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๒

สถิติผู้เยี่ยมชม

003032489
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
1271
1825
8005
9476
28142
63363
3032489

Forecast Today
2112

11.55%
28.08%
3.81%
2.53%
0.02%
54.00%
Online (15 minutes ago):28

Your IP:54.92.163.105

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 37 ท่าน ออนไลน์

วัดโมลีโลกยาราม ราชวรวิหาร

ถ.วังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ๑๐๖๐๐

โทร. ๐-๒๔๗๒-๘๑๔๗ แฟกซ์.๐-๒๔๗๒-๘๑๔๗

------------------------------------------------------

Copyright © 2012, Wat Molilokayaram. All Rights Reserved.