Get Adobe Flash player

พระราชานุพัทธมุนี (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร, ป.๕)

(๗ ปี ,พ.ศ.๒๔๓๐-พ.ศ.๒๔๓๖)

 

          เป็นบุตรหม่อมเจ้าถึกผู้เป็นพระโอรสในสมเด็จพระประพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ เกิดที่บ้านบางอ้อ จังหวัดนครนายก เพราะบิดาไปตั้งบ้านเรือนอยู่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อวันจันทร์ แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะเส็ง จุลศักราช ๑๒๑๙ ตรงกับพุทธศักราช ๒๔๐๐ ได้ย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพกับบิดาแต่ยังเยาว์วัย เรียนอักษรสมัยในสำนักบิดา แล้วเริ่มเรียนภาษาบาลีในสำนักอาจารย์จีน พออายุได้ ๗ ขวบ บิดาพาไปถวายตัวเป็นลูกศิษย์ หม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัต เสนีย์วงศ์) ผู้เป็นโอรสในกรมหลวงเสนีย์บริรักษ์ (พระองค์เข้าแดง) แต่ครั้งยังเป็นเปรียญอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม (วัดบางหว้าใหญ่)  ได้เรียนพระปริยัติธรรมเบื้องต้นในสำนักหม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัต) บ้าง พระอมรเมธาจารย์ (เกษ) แต่เมื่อยังเป็นเปรียญบ้าง หม่อมเจ้าชุมแสง ผู้เป็นลุงบ้าง และพระโหราธิบดี (ชุม) บ้าง นอกจากนั้น ได้เล่าเรียนจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) บ้าง สมเด็จพระวันรัต (แดง) บ้าง และอาจารย์อื่นๆ อีกหลายท่าน

          สมัยรัชกาลที่ ๕ ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๑๓ ในปีนั้นเองได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทได้เป็นเปรียญ ๓ ประโยค เมื่อยังเป็นสามเณรอายุเพียง ๑๔ ปี เท่านั้น กล่าวกันว่าในการสอบครั้งนี้ ถึงปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ ยังเป็นสามเณร ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมเป็นครั้งที่ ๒ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ แปลได้อีกประโยค  ๑ รวมเป็น ๔ ประโยค

          ถึงปีขาล พ.ศ. ๒๔๒๑ อายุครบอุปสมบท ทรงพระกรุณาโปรดให้อุปสมบทเป็นนาคหลวงในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีหม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัต เสนีย์วงศ์) เมื่อยังดำรงสมณศักดิ์เป็นหม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่ออุปสมบทแล้วได้ฉายาว่า ญาณฉนฺโท ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมเป็นครั้งที่ ๓ ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๒๕ แปลได้อีก ๑ ประโยค รวมเป็นเปรียญ ๕ ประโยค

          ถึงปีกุน พ.ศ. ๒๔๓๐ เมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ได้รับพระราชทานตั้งเป็นพระราชาคณะมีพระราชทินนามพิเศษว่า “พระราชานุพัทธมุนี” โปรดให้อาราธนาไปครองวัดโมลีโลกย์ เดิมได้รับพระราชทานตาลปัตรแฉกหักทองขวางอย่างพระราชาคณะชั้นสามัญ ต่อมา ถึงปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ เมื่อหม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระธรรมเจดีย์ไปครองวัดพระเชตุพนฯ แล้ว จึงโปรดให้อาราธนากลับมาครองวัดระฆังโฆสิตาราม พระราชทานตาลปัตรพื้นแพรปักเลื่อมอย่างตาลปัตรหม่อมเจ้าซึ่งหม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์ทรงครองอยู่ก่อนนั้นให้ถือเป็นเกียรติยศต่อมา อีกทั้งพระราชทานนิตยภัตเพิ่มขึ้นเสมอพระราชาคณะชั้นเทพด้วย ในปีมะแม ตรงกับวันที่ ๒๘ มีนาคม ร.ศ. ๑๑๔ พ.ศ. ๒๔๓๘ ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ “พระเทพเมธี” ต่อมา ในปีขาล เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ร.ศ.๑๒๑ พ.ศ. ๒๔๔๕ ทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อนเป็น “พระธรรมไตรโลกาจารย์”

          สมัยรัชกาลที่ ๖ ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นพระราชคณะเจ้าคณะรอง ชั้นสุพรรณบัฏที่ “พระพิมลธรรม” ในวันที่ ๒๕ มกราคม ปีจอ พ.ศ.๒๔๕๓ ติ่ทรงพระราชดำริว่า พระธรรมไตรโลกาจารย์ เป็นเชื้อพระราชวงศ์ ได้ผนวชในพระพุทธศาสนามาหลายพรรษากาล มีความแตกฉานในพระปริยัติธรรม สอบไล่ได้เป็นเปรียญตั้งแต่ยังเป็นสามเณร ครั้นเมื่ออายุครบกำหนดอุปสมบทแล้ว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้อุปสมบทในวัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้วได้เข้าแปลประโยคอีกครั้งหนึ่ง มั่นคงในสมณปฏิบัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เป็นพระราชาคณะที่ พระราชานุพัทธมุนี แล้วโปรดให้ไปครองวัดโมลีโลกย์ ๗ พรรษา จนตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดระฆังฯ ว่างลง จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ย้ายมาครองวัดระฆังฯ ซึ่งเป็นที่สถิตเดิม พระราชทานพัดแฉกพื้นแพร ภายหลังได้เลื่อนตำแหน่งชั้นเทพและชั้นธรรมตามลำดับ นับว่าได้ทรงพระเมตตามาก พระธรรมไตรโลกาจารย์ เป็นผู้ชำนาญทางเทศนา มีโวหารกังวาลดีเป็นที่น่าฟัง ทั้งมีเสียงอันดี ขัดตำนานอ่านประกาศไพเราะน่านิยม เมื่อได้รับพระราชทานอาราธนาบัตรเป็นเจ้าคณะมณฑลตามพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ ก็ได้ปฏิบัติจัดการตามตำแหน่งหน้าที่เรียบร้อยสม่ำเสมอ  นับได้ว่ากระทำคุณประโยชน์ในทางทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและการศึกษา อีกทั้งได้เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์กุลบุตรเป็นอันมาก เป็นที่นิยมนับถือแห่งศาสนิกชนบริษัท ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต อนึ่ง เป็นราชวงศ์ผู้ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่อันมีน้อยตัวหาได้ยาก จึงสมควรเพิ่มสมณศักดิ์ให้สูงยิ่งขึ้น จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สถาปนาเลื่อนพระธรรมไตรโลกาจารย์ เป็นพระราชาคณะตำแหน่งเจ้าคณะรอง มีนามตามจารึกในสุพรรณบัฏว่า

          “พระพิมลธรรม มหันตคุณ วิบุลยปรีชาญาณนายก ตรีปิฎกคุณาลังการวิภูษิต อุดรทิศคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี สังฆนายก สถิต ณ วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร พระอารามหลวง เจ้าคณะรองฝ่ายเหนือ มีนิตยภัตราคาเดือนละ ๓๒ บาท  มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๘ รูป คือ พระครูปลัดสุวัฒนกวีคุณ วิบุลยธรรมคณิศร อุดรสังฆนายกธุรวาห มีนิตยภัตราคาเดือนละ ๘ บาท ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูวินัยธรรม ๑ พระครูสรวิไชย ๑ พระครูไกรสรวิลาส ๑ พระครูธรรมบาล ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ รวม ๘ รูป”

          ต่อมาถึง เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๔ มีพระราชพิธีทรงตั้งและสถาปนาพระราชาคณะผู้ใหญ่ ๑๕ รูป ในการนี้พระพิมลธรรมได้รับพระราชทานสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  ญาณอดุลยสุนทรนายก ตรีปิฎกวิทยาคุณ วิบุลยคัมภีรญาณสุนทร มหาอุดรคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี มหาสังฆนายก ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ เจ้าประคุณสมเด็จมีความเชี่ยวชาญด้านการเทศน์มหาชาติชาดก ๑๓ กัณฑ์และเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษามคธโดยเฉพาะการแต่งโคลงสี่สุภาพดังจะเห็นได้จากผลงานอมตะคำโคลงรามเกียรติ์ของท่านที่จากรึกไว้ตามเสาระเบียงพระวิหารคต ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เจ้าประคุณถึงมรณภาพเมื่อปีมะเส็ง วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๗๑ เวลา ๑๘.๓๕ น. สิริรวมอายุได้ ๗๑ ปี พรรษา ๕๐ ได้รับพระราชทานโกศมณฑปเป็นพิเศษสำหรับงานพระราชทานเพลิงศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง

 

ตำรากวีนิพนธ์

ตำรากวีนิพนธ์

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๑

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๑

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๒

วิทยาพระสังฆาธิการ เล่ม ๒

สถิติผู้เยี่ยมชม

002069154
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ก่อน
เดือนนี้
เดือนก่อน
ทั้งหมด
714
1293
5624
10406
38727
39329
2069154

Forecast Today
1824

13.18%
22.25%
3.89%
3.40%
0.03%
57.25%
Online (15 minutes ago):88

Your IP:54.225.28.32

ผู้ออนไลน์อยู่ขณะนี้

มีสาธุชน 89 ท่าน ออนไลน์

วัดโมลีโลกยาราม ราชวรวิหาร

ถ.วังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ๑๐๖๐๐

โทร. ๐-๒๔๗๒-๘๑๔๗ แฟกซ์.๐-๒๔๗๒-๘๑๔๗

------------------------------------------------------

Copyright © 2012, Wat Molilokayaram. All Rights Reserved.